อนาคต Play Therapy: AI ผสานการเล่น เยียวยามนุษย์ในยุคดิจิทัล

ที่เมืองเล็ก ๆ ในรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเปิดเผยผลการวิจัยเบื้องต้นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเสริมสร้างกระบวนการจิตบำบัดด้วยการเล่น โดยทีมนักวิจัยจากสถาบัน PlayMind Innovation Center นำโดย ดร.เอมิลี่ ธอร์นตัน ได้นำเสนอข้อมูลเมื่อต้นเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการช่วยนักบำบัดวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กที่เข้ารับการบำบัดด้วยของเล่นได้อย่างละเอียดและรวดเร็วยิ่งขึ้น

รายงานเบื้องต้นจากการศึกษาดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การสังเกตและประมวลผลรูปแบบการเล่นของเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น โดยใช้ระบบ AI ที่สามารถจับการเคลื่อนไหว พฤติกรรมการเลือกของเล่น รวมถึงปฏิกิริยาต่อสถานการณ์สมมติที่กำหนดไว้ได้อย่างแม่นยำกว่าการสังเกตของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ระบบนี้ไม่เพียงช่วยให้นักบำบัดสามารถระบุแนวโน้มและปัญหาที่ซ่อนอยู่ได้เร็วขึ้น แต่ยังช่วยให้สามารถปรับแผนการบำบัดให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละรายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

ดร. ธอร์นตัน ได้กล่าวถึงกรณีศึกษาของเด็กชายอายุ 7 ขวบรายหนึ่งที่ได้รับการบำบัดด้วยวิธีนี้ ผลปรากฏว่า AI สามารถตรวจจับสัญญาณของความก้าวร้าวแฝงที่นักบำบัดอาจมองข้ามไปได้ ซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีการบำบัดที่เน้นการเสริมสร้างทักษะการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมเชิงบวก จนกระทั่งเด็กชายคนดังกล่าวแสดงออกถึงความก้าวร้าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงระยะเวลา 6 สัปดาห์ของการบำบัด นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับการตอบคำถามที่ว่า “Play Therapy ช่วยเด็กก้าวร้าวได้ไหม?”

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า แม้เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่หัวใจหลักของจิตบำบัดด้วยการเล่นยังคงอยู่ที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักบำบัดกับเด็ก รวมถึงหลักการสำคัญที่วางรากฐานโดย เวอร์จิเนีย แอกซ์ไลน์ การใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเสริมประสิทธิภาพ ไม่ใช่การแทนที่บทบาทของมนุษย์

สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทยเองก็ได้แสดงความสนใจต่อผลการวิจัยนี้ และมีแนวโน้มที่จะเชิญทีมนักวิจัยจาก PlayMind Innovation Center มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในงานสัมมนาประจำปีที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เพื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำแนวคิดและเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาของเล่นบำบัดสำหรับเด็กสมาธิสั้น 2026

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงอนาคตของการบำบัดด้วยการเล่นที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยการผสานรวมเอาเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา โดยยังคงรักษาแก่นแท้ในการช่วยพัฒนาการทางอารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก ๆ ไว้อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่อไปคือการพัฒนา AI ให้เข้าใจถึงบริบททางวัฒนธรรมและความแตกต่างส่วนบุคคลในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้เครื่องมือนี้สามารถนำมาใช้ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุดทั่วโลก